คลังความรู้ โรงพยาบาลป่าโมก ยินดีต้อนรับ ทุกท่านด้วยความยินดี ...

 

กลับหน้าหลัก

การศึกษาคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน
บทที่ ๑
จากการศึกษาแนวโน้มของประชากรไทยปี 2568 ปราโมทย์ ประสาทกุล พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุของประเทศไทย จะเพิ่มเป็นร้อยละ 15.3 เนื่องจากอัตราการเกิดที่สูงในช่วงปี 2506-2526 อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยที่สูงขึ้น และอัตราตายลดลง ดังนั้นสังคมไทยในอนาคตจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ1 สำหรับโครงสร้างประชากรอำเภอป่าโมก มีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ปี 2555 จำนวน 20,067 คน จัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 3,726 คน คิดเป็นร้อยละ 18 ซึ่งจัดว่าสูงเมื่อเทียบสัดส่วนระดับประเทศ ปัญหาสุขภาพในวัยสูงอายุนั้น โรคเบาหวานจัดว่าเป็นปัญหาโรคเรื้อรังที่พบมากเป็นลำดับต้น โดยโรงพยาบาลป่าโมกมีผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิกโรคเบาหวาน 649 คน
โรคเบาหวานในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากการควบคุมโรคที่ไม่ดีจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกิดได้เกือบทุกระบบของร่างกายทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เป็นอันตรายแก่ชีวิตและสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจครอบครัว สังคมและประเทศชาติ
ในด้านสุขภาพช่องปากนั้น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในช่องปาก  เช่น ภาวะปากแห้ง ติดเชื้อรา การหายของแผลช้า เกิดโรคปริทันต์อักเสบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับดี ประกอบกับนิสัยในการชอบรับประทานอาหารบ่อย จุบจิบ ขาดความรู้ ความใส่ใจ และทักษะในการทำความสะอาดช่องปาก โอกาสที่ฟันผุ จากการสัมผัสกับกรดที่ผลิตโดยแบคทีเรียในช่องปากจึงมีมากขึ้น และเมื่อเกิดโรคในช่องปากแล้วผู้ป่วยยังละเลยการมาตรวจรักษาทางทันตกรรม ด้วยขาดความรู้ มีความเข้าใจผิดว่าโรคเบาหวานที่ตนเองเป็นจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหลังการรักษาที่รุนแรง จึงทำให้โรคในช่องปากของผู้ป่วยลุกลาม สูญเสียฟันหลายซี่ ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวลดลง  
ผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานในปี 2554 ของฝ่าย
ทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลป่าโมกพบว่าผู้ป่วยมีฟันผุ ร้อยละ 74 โดยมีฟันผุเฉลี่ย 4 ซี่ต่อคน
เป็นโรคปริทันต์อักเสบร้อยละ 81 และมีปัญหาการบดเคี้ยวอาหารร้อยละ 51 ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้ได้รับการรักษาและฟื้นฟูระบบบดเคี้ยวด้วยการใส่ฟันเทียมแล้ว 35 ราย พบว่าต้องแก้ไขฟันปลอม เนื่องจากโรคในช่องปากที่กลับเป็นซ้ำ จนต้องถอนฟันเพิ่มร้อยละ 43 ผลดังกล่าวชี้ว่าผู้ป่วยกลุ่มเบาหวานจำนวนมากยังไม่เข้าถึงบริการทางทันตกรรม และควรกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการให้ทันตสุขศึกษา ตรวจ วางแผนการรักษา และบริการหลังการใส่ฟันเทียมในการนัดหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงคุณภาพชีวิตในมิติของสุขภาพช่องปากที่ดีไว้
คุณภาพชีวิตในมิติของสุขภาพช่องปาก คือภาวะความสมบูรณ์ของชีวิตด้านกาย จิต และสังคมไม่ใช่เพียงความปราศจากโรคหรือความพิการ แต่ต้องมีความสมบูรณ์ของชีวิตด้านปัญญาและจิตวิญญาณด้วย       ดังนั้นคุณภาพชีวิตในมิติของสุขภาพช่องปากจึงแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.การรับรู้ถึงคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพช่องปากของบุคคล 2.สภาวะโรคในช่องปาก

เป้าหมายสูงสุดของงานทันตกรรม ไม่ใช่เพียงรักษาโรคแต่คือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับสภาพช่องปาก  แนวคิดและดัชนีที่ใช้วัดคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (Oral health-related quality of life)  ได้อธิบายถึงผลกระทบของสภาวะช่องปากที่มีต่อคุณภาพชีวิตและความรู้สึกเป็นทุกข์ของบุคคล การศึกษาในระยะแรกได้พบความสัมพันธ์ระหว่างผลการตรวจสภาวะช่องปากกับความรู้สึกของบุคคลถึงคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของเขา กล่าวคือ ถ้ามีโรคในช่องปากมากก็มักจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ตามไปด้วย จึงได้มีแนวคิดที่จะใช้แบบสอบถามเรื่องดัชนีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากคัดกรองผู้ป่วยในเบื้องต้น แทนการตรวจสภาวะช่องปากที่มีต้นทุนสูงกว่า

           ความรู้สึกของบุคคลต่อคุณภาพชีวิตของตน ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการมีหรือไม่มีสภาวะโรคเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการรับรู้ผ่านกระบวนการแปลความที่ซับซ้อนภายใต้บริบทและเงื่อนไขต่าง ๆ ทางจิตใจ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ตลอดจนจิตวิญญาณ งานวิจัยนี้จึงต้อง การพิสูจน์ถึงความเกี่ยวข้องต่อกันระหว่างสภาวะโรคในช่องปากกับ การรับรู้ถึงคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของบุคคล โดยการศึกษาที่ผ่านมา ผลการวิจัยพบความแตกต่างอย่างมาก ระหว่างสภาวะโรคกับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากที่มีโรคแต่ไม่มีความเดือดร้อนในคุณภาพชีวิต ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีโรคตามการวินิจฉัยของทันตแพทย์แต่กลับรู้สึกมีปัญหา ในการดำรงชีวิตอันเนื่องมาจากช่องปาก ผลดังกล่าวยืนยันถึงความซับซ้อนของ “สุขภาพช่องปาก” ที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการมีหรือไม่มีโรค ดัชนีคุณภาพชีวิต ในมิติสุขภาพช่องปากและดัชนีที่ทันตแพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคไม่สามารถนำมา ใช้แทนที่ซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นหากมีการนำดัชนีทั้งสองประเภทมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม (บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์) น่าจะช่วยให้การวัด “สุขภาพช่องปาก” ของประชาชนสมบูรณ์มากขึ้น ตลอดจนช่วยให้การจัดบริการทันตกรรมเป็นไปเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือคุณภาพชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

             วัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้เพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากทั้งในด้านของผู้ป่วยและทันตแพทย์ ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ สำรวจความต้องการและอุปสรรคในการมารับบริการทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุในคลินิกเบาหวาน เพื่อเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น และนำปริมาณความต้องการและอุปสรรคในการรับบริการทันตกรรม มาวางแผนเพื่อจัดบริการให้เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย โดยขอบเขตงานวิจัยครั้งนี้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากผู้ป่วยสูงอายุที่มารับบริการในคลินิกเบาหวาน รพ. ป่าโมก ระหว่างเดือนกันยายน 2555 – มีนาคม 2556

บทที่ 2
สุณี ผลดีเยี่ยม 5 และคณะ ศึกษานิยามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้านสุขภาพรวมสุขภาพช่องปากในการรับรู้ของผู้สูงอายุ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน 48 คน ในเชิงพรรณาโดยใช้กระบวนการทางคุณภาพ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเจาะจง เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา พบว่า ในทัศนะของผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตที่ดี หมายถึงการมีสุขภาพแข็งแรงตามวัย ช่วยเหลือตนเองได้แม้มีโรคประจำตัว มีงานเหมาะสมทำ มีเงินใช้ตามควร เคี้ยวอาหารได้ทั้งที่มีฟันตนเองหรือใส่ฟันเทียม มีบ้านอยู่ที่สะอาด หลับได้ดี ออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ พบปะพูดคุยร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น ได้รับการยอมรับเคารพนับถือการดูแลจากครอบครัวและชุมชน มีที่พึ่งทางใจ เข้าวัดทำบุญ มีการเตรียมใจเรื่องความตาย
คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ในมิติของสุขภาพช่องปาก2 ในด้านสภาวะช่องปากประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 การมีฟันใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 20 ซี่  จะต้องเป็นฟันธรรมชาติที่เนื้อฟันอยู่ไม่น้อยกว่า 3 ด้าน ไม่มีลักษณะโยกระดับ 3 ไม่อยู่ในข้อบ่งชี้ที่จะถูกถอน
องค์ประกอบที่ 2 มีฟันหลังที่ดีทั้งซ้ายและขวารวมกันอย่างน้อย 4 คู่ ที่สามารถบดเคี้ยวได้ดีอาจเป็นฟันแท้หรือฟันเทียมที่ทำเพิ่มเข้าไป
องค์ประกอบที่ 3 ไม่มีร่องลึกปริทันต์ใน 6 ส่วนของช่องปาก (sextants)
ชลธิชา พุทธวงษ์นันทน์ 3 ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 433 คน ณ คลินิกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้แบบตรวจสุขภาพช่องปาก และแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 2 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุ 60-69 ปี เมื่อพิจารณาปัจจัยเรื่องระดับการศึกษา อาชีพก่อนเกษียณ  รายได้ การได้รับข่าวสาร  การมีโรคประจำตัวเช่น ความดันโลหิตสูง และหรือโรคเบาหวาน ความรู้ด้านทันตสุขภาพ ความเชื่อ พฤติกรรมทันตสุขภาพ ความพึงพอใจในชีวิต และความพึงพอใจในสุขภาพช่องปาก พบว่าคุณภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ เหล่านี้รายตัว แต่เมื่อนำปัจจัยหลายตัวมาพิจารณาร่วมกันพบว่า การประกอบอาชีพก่อนเกษียณ และการเป็นโรคความดันโลหิตสูงและหรือโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
มัลลิกา สมพร 4 ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และการปฏิบัติตนด้านทันตสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี ในผู้ป่วย 44 ราย โดยใช้แบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์ ด้านความรู้พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 81.8 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานในเรื่องความเสี่ยงของการมีน้ำลายลดลง ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อราในช่องปาก ร้อยละ 77.3 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปริทันต์ ผู้ป่วยร้อยละ 72.7 ไม่ทราบว่า
ควรตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน ร้อยละ 79.5 ไม่ทราบว่าแม้ไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่เลยควรตรวจสุขภาพช่องปากทุก 1 ปี ด้านการปฏิบัติตน พบว่า ร้อยละ 26.2 ไม่เคยได้รับบริการทาง
ทันตกรรมเลย ร้อยละ 13.6 ได้รับบริการทันตกรรมในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ด้านทันตสุขภาพกับการรับบริการทันตกรรม พบว่าผู้ป่วยที่มีความรู้ในระดับดี มีจำนวนครั้งของการเข้ารับบริการทางทันตกรรม มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการรับบริการทันตกรรมในรอบ 6 เดือนมีความสัมพันธ์กับการที่ผู้ป่วยเบาหวานทราบว่าควรตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน การศึกษานี้แสดงว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนมากยังไม่มีความรู้และการปฏิบัติตนที่เหมาะสมในการป้องกันปัญหาทันตสุขภาพซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
เบรนและโทมัส6 ได้ศึกษาโดยการสำรวจรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับโรคเบาหวานกับการเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ในปี 2006 และย้อนหลังไป 20 ปี  โดยพิจารณารูปแบบงานวิจัย การวิเคราะห์ผลทางสถิติ และการสรุปผล พบว่า โรคเรื้อรังทั้ง 2 โรคนี้มีความสัมพันธ์กันโดยผ่านกระบวนการอักเสบ มีหลักฐานงานวิจัยสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าการเป็นโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรค
ปริทันต์อักเสบ โดยมีข้อมูลด้านกลไกทางชีววิทยาอธิบายความสัมพันธ์เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีความชัดเจนของผลการทดลอง และกลไกทางชีววิทยาที่จะสรุปผลของการเป็นโรคปริทันต์อักเสบต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน โดยการที่ผู้ป่วยมีปริทันต์อักเสบร่วมด้วยนั้นอาจเพิ่มภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งคล้ายกับการดื้ออินซูลินในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน
แดร์และคณะ7 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการรักษาโรคปริทันต์อักเสบ ต่อการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการวิเคราะห์อภิมาน ( meta-analysis) รวบรวมงานวิจัย จาก 7 แห่งได้แก่ PubMed, Pascal, EMBASE, Ovid,  LILACS, Cochrance Library และ IADR (International assosociation of dental research) โดยมีแนวทางเลือกงานวิจัยหลายประการได้แก่  เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นทั้งโรคเบาหวาน และโรคปริทันต์อักเสบ มีการรายงานผลน้ำตาลในเลือดด้วยค่า HbA1C นำงานวิจัยมาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ มีกลุ่มควบคุมและไม่มีกลุ่มควบคุม มีงานวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกนำมาวิเคราะห์ 9 เรื่อง พบว่าการรักษาโรคปริทันต์อักเสบมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า HbA1C อย่างมีนัยสำคัญ  0.46 (95% CI:0.11,0.82; P=0.01) และทำให้ค่า HbA1C ลดลง 0.79% (95% CI:0.19,1.40) แต่จากหลักฐานงานวิจัยนี้ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปออกมาเป็นแนวปฏิบัติทางคลินิก
          บทที่ 3  วิธีการดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจและเชิงพรรณนา ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการที่โรงพยาบาลป่าโมก โดยขนาดกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 247 คน โดยคำนวณขนาดตัวอย่างจากสูตรทาโร่ยามาเน่    
                        n =        N / ( 1+ Ne2)
                        n =        649 / ( 1+ 649(0.05)2)
                        n =        247
ใช้การสุ่มโดยวิธี............
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บข้อมูลคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากใช้แบบสอบถามซึ่งดัดแปลงมาจากดัชนี Child-oral impacts on daily performances (Child-OIDP) และแบบตรวจสุขภาพช่องปากฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลป่าโมก
ขั้นตอน ผู้สัมภาษณ์และตรวจช่องปากเป็นทันตแพทย์ 1 คน สัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มารอรับบริการตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 8.30 น.
1. ใช้แบบสำรวจคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก สัมภาษณ์ผู้ป่วยเบาหวานเกี่ยวกับ ปํญหาสุขภาพช่องปากที่กระทบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ผู้สัมภาษณ์จะถามเพื่อบันทึกค่าความถี่ ความรุนแรง และสาเหตุตามความรู้สึกของปัญหานั้น นอกจากนั้นได้ถามคำถามเพิ่มเติมได้แก่ ความต้องการการรักษาในปัจจุบันและอุปสรรคในการมารับบริการทันตกรรม
เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลจะถามซ้ำในร้อยละ 10 ของกลุ่มตัวอย่างเพื่อยืนยันความเที่ยงภายในผู้สัมภาษณ์ ทำการลงข้อมูล 2 ครั้ง แล้วทดสอบความแตกต่างเพื่อให้มั่นใจในความ ถูกต้องข้อมูล
การวิเคราะห์ค่าคะแนนปัญหาโดยรวมคะแนนปัญหาในแต่ละกิจกรรมจากทั้ง 8 กิจกรรม ได้แก่ 1. การรับประทานอาหาร 2. การพูด 3. การทำความสะอาดช่องปากหรือฟันปลอม              
4. การดำเนินชีวิตทั่วไป 5. การพักผ่อนนอนหลับ 6.การรักษาอารมณ์ให้เป็นปกติ 7.การยิ้มหัวเราะ 8. การร่วมกิจกรรมทางสังคม
2. ตรวจสภาวะช่องปาก บันทึกข้อลงแบบตรวจและสรุปลงตารางเก็บข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย 2.จำนวนฟันที่มีสภาพใช้งานได้ดีในช่องปาก 3. จำนวนคู่สบฟันหลัง
4. การเป็นโรคปริทันต์ หากตรวจพบสภาวะปริทันต์ปกติ = 0 เป็นโรคปริทันต์ = 1แบบสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก

Performance

Frequency score

Severity score

Clinical cause (s)

1. การกินอาหาร

2. การพูด

3. การทำความสะอาดช่องปากหรือฟันปลอม

4. การดำเนินชีวิตทั่วไป

5. การพักผ่อน (รวมทั้งการนอนหลับ)

6. การรักษาอารมณ์จิตใจให้เป็นปกติ

7. การยิ้ม หัวเราะอวดฟันได้โดยไม่อายใคร

8. การออกไปพบปะญาติสนิท มิตรสหายได้ตามปกติ

รวม

9. ปัจจุบันท่านต้องการรักษาทางทันตกรรมหรือไม่ 0 = ไม่ต้องการ  1= ต้องการ
เหตุผลที่เป็นอุปสรรคในการมารับบริการ...................................................................................

แบบตรวจช่องปาก

ตารางเก็บข้อมูลสภาวะช่องปาก

ชื่อ นามสกุล

อายุ

เพศ

จำนวนฟัน

คู่สบ

ร่องลึก
ปริทันต์

     คะแนนสภาวะช่องปาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการวิจัย
          จากการสัมภาษณ์และตรวจช่องปากผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานจำนวน 247 คน ร้อยละ 86.6 เป็นผู้หญิง  ความเที่ยงตรงอยู่ในเกณฑ์ดีคือมีค่าความเที่ยงภายในผู้สัมภาษณ์เท่ากับ 0.86 ความชุกของปัญหาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเท่ากับร้อยละ 48.2 โดยร้อยละ 22.3  มีปัญหาเกิดขึ้นกับ 1 กิจกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน ร้อยละ 15  มีปัญหาเกิดขึ้นกับ 2 กิจกรรม ร้อยละ 6 มีปัญหาเกิดขึ้นกับ 3 กิจกรรม ร้อยละ 2.4  มีปัญหาเกิดขึ้นกับ 4 กิจกรรม ร้อยละ 2 มีปัญหาเกิดขึ้นกับ 5-8 กิจกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังแสดงในตารางที่ 1
ค่าความเข้มและคะแนนปัญหาดังแสดงในตารางที่ 2 ค่าคะแนนโดยรวมอยู่ระหว่าง  0-136 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8.29 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 17.55 สำหรับความเข้มของปัญหาพบว่าสัดส่วนสูงสุด ร้อยละ 54.25  มีปัญหาโดยรวมในระดับเล็กน้อย ในขณะที่ร้อยละ 17 อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ 28.74 อยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก เมื่อดูผลในแต่ละกิจกรรมทั้ง 8 ประเภท พบว่าการรับประทานอาหาร เป็นกิจกรรมที่มีปัญหาบ่อยที่สุดโดยมีค่าความชุกเท่ากับร้อยละ 83 รองลงมาคือ การคงสภาพอารมณ์ให้เป็นปกติ ร้อยละ 47.45 และ การทำความสะอาดช่องปากหรือฟันปลอม ร้อยละ 22.88 ระดับของปัญหาในแต่ละกิจกรรมมีความคล้ายคลึงกับความชุกของปัญหา คือปัญหาในการรับประทานอาหารมีค่าคะแนนสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย  3.12 รองลงมาคือ การคงสภาพอารมณ์ให้เป็นปกติมีค่าเฉลี่ย 3.1 และ การทำความสะอาดช่องปากหรือฟันปลอมมีค่าเฉลี่ย 2.85

คะแนนปัญหาโดยรวมกับปัญหาช่องปากที่ตรวจโดยทันตแพทย์และความต้องการการรักษาในปัจจุบัน ไม่มีความสัมพันธ์กัน ที่นัยสำคัญ

เอกสารอ้างอิง
1.Division of dental health. department of health. the report of the fourth national dental health survey (in Thai). Thailand, ministry of public health.
2.ประกล พิบูลย์โรจน์, วรางคณา เวชวิธี, ดาวเรือง แก้วขันตี, วิกุล วิสาลเสสถ์: การศึกษาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านทันตสุขภาพ กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2540 สนับสนุนโดยองค์การอนามัยโลก
3.ชลธิชา พุทธวงษ์นันทน์ : ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคูรภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2008. 13(3):7-17
4.มัลลิกา สมพร : ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และการปฏิบัติตนด้านทันตสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี           
วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2008. 13(3):7-17
5.สุณี ผลดีเยี่ยม, นพวรรณ ทองทับ, วรรณศรี แก้วปินตา. นิยามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้าน
สุขภาพรวมสุขภาพช่องปากในทัศนะของผู้สูงอายุ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่  วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2008. 13(1):37-50
6.Mealey BL, Oates TW : Diabetes mellitus and periodontal desiase.J periodontal
2006;77(8) :1289-1303
7.Darre L, Vergnes JN, Gourdy P, Sixou M. Efficacy of periodontal treatment on glycaemic control in diabetic patients: A meta-analysis of interventional studies, Diabetes & metabolism 2008;34:497-506.